![[ครบชุด] T0506027 ใส รองเท าแตะเข าร านทอง โดนด กท งร าน...ก อนส งทอง บาท](https://reviewfilmthailan.nataviguides.com/wp-content/uploads/2026/06/fb_natural_20260605_164355.jpg)
Ferrari 812 GTS: การสืบทอดตำนาน Supercar เปิดประทุน V12 สู่วันที่ 812
ในโลกของซูเปอร์คาร์ที่เต็มไปด้วยความเร็วและความหรูหรา มีเพียงไม่กี่ยี่ห้อที่สามารถยืนหยัดผ่านกาลเวลา พร้อมทั้งรักษาเอกลักษณ์อันเป็นที่น่าหลงใหลเอาไว้ได้ หนึ่งในนั้นคือ Ferrari แบรนด์ม้าลำพองจากอิตาลี ที่ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์ยานยนต์สมรรถนะสูง แต่ยังหล่อหลอมเรื่องราวและประวัติศาสตร์อันยาวนานให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณรถแต่ละคัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถสปอร์ตเปิดประทุนขุมพลัง V12 ซึ่งเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก
บทความนี้จะพาคุณดำดิ่งสู่โลกของ Ferrari 812 GTS สปอร์ตคาร์เปิดประทุน V12 ที่ทรงพลังที่สุด ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงจากรุ่นพี่อย่าง 812 Superfast เท่านั้น แต่เป็นการตีความใหม่แห่งตำนานที่ยาวนานกว่า 50 ปีของ Ferrari ในการพัฒนารถสปอร์ตเครื่องยนต์ V12 วางหน้า เพื่อตอบสนองความต้องการของนักขับที่โหยหาอิสระในการขับขี่แบบเปิดโล่ง ควบคู่ไปกับพละกำลังอันไร้ขีดจำกัด การเดินทางครั้งนี้จะเผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการของยนตรกรรมเปิดประทุน V12 อันเป็นที่ภาคภูมิใจของ Ferrari ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
การกลับมาของตำนาน: จาก 166 MM สู่ 812 GTS
ประวัติศาสตร์ของ Ferrari ในฐานะผู้ผลิตรถสปอร์ตเปิดประทุนเครื่องยนต์ V12 วางหน้า เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1948 ด้วยรุ่น 166 MM ที่ไม่ได้เป็นเพียงรถสปอร์ต แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะในการแข่งขัน Endurance Race ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอย่าง Mille Miglia และ 24 Hours of Le Mans ในปี 1949 การกำเนิดของ 166 MM เป็นการประกาศศักดาว่า Ferrari พร้อมแล้วที่จะเป็นผู้นำทั้งในด้านสมรรถนะในสนามแข่งและบนท้องถนน
รุ่นที่ตามมาและเป็นที่จดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสายพันธุ์นี้ คือ 365 GTS4 ที่เปิดตัวในปี 1969 เป็นที่รู้จักในนาม “Daytona Spider” ซึ่งตั้งชื่อตามชัยชนะอันน่าทึ่งของ Ferrari ในการแข่งขัน 24 Hours of Daytona เมื่อรถแข่ง 330 P4s และ 412 P สองคันแรก สามารถคว้าอันดับ 1-2-3 มาครองได้อย่างสมบูรณ์แบบ รุ่น Daytona Spider เป็นเหมือนบทสรุปที่งดงามของยุคสมัยแห่งเครื่องยนต์ V12 วางหน้าบนตัวถังเปิดประทุนที่ผลิตในจำนวนจำกัด
หลังจาก 365 GTS4 การผลิตรถเปิดประทุน V12 วางหน้าในแบบโปรดักชั่น (ผลิตแบบไม่จำกัดจำนวน) ได้หยุดลงชั่วคราว แต่ Ferrari ก็ยังคงสร้างสรรค์รุ่นพิเศษที่ผลิตในจำนวนจำกัดอีก 4 รุ่น ได้แก่ 550 Barchetta Pininfarina ในปี 2000, Superamerica ในปี 2005, SA Aperta ในปี 2010 และ F60 America ในปี 2014 ที่สร้างขึ้นเพียง 10 คัน เพื่อฉลองวาระครบรอบ 60 ปี ของการทำตลาดในสหรัฐอเมริกา ยนตรกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งยืนยันถึงความพิเศษและความต้องการของตลาดสำหรับรถเปิดประทุน V12 อันเป็นที่ปรารถนา
มาถึงปัจจุบัน Ferrari 812 GTS ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้สืบทอดสายเลือดแห่งความยิ่งใหญ่นี้อีกครั้ง โดยเป็นการนำเสนอที่เหนือกว่า ด้วยการผสมผสานสมรรถนะอันดุดันของ 812 Superfast เข้ากับประสบการณ์การขับขี่แบบเปิดโล่งได้อย่างลงตัว เพื่อประกาศก้องถึงความสำคัญของรถยนต์ประเภทนี้ที่มีต่อประวัติศาสตร์ของ Ferrari
ขุมพลัง V12 อันเกรียงไกร: หัวใจที่เต้นไม่เคยหยุด
หัวใจของ Ferrari 812 GTS คือเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร (6496 ซีซี) ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย จนสามารถรีดพละกำลังได้ถึง 800 แรงม้า ที่ 8,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 718 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบต่อนาที ซึ่งเป็นสถิติที่ทรงพลังที่สุดในบรรดารถยนต์สปอร์ตเปิดประทุนระดับเดียวกัน เครื่องยนต์นี้ไม่ใช่เพียงแค่ให้พละกำลังมหาศาล แต่ยังได้รับการปรับแต่งเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจในทุกรอบเครื่องยนต์ ด้วยรอบเครื่องยนต์สูงสุดที่ทำได้ถึง 8,900 รอบต่อนาที
การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องยนต์ V12 นี้ ทำได้โดยการนำนวัตกรรมจากโลกมอเตอร์สปอร์ตมาประยุกต์ใช้ เช่น ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection ที่ทำงานด้วยแรงดันสูงถึง 350 บาร์ และระบบควบคุมขนาดของท่อร่วมไอดีแบบแปรผัน ซึ่งพัฒนามาจากเครื่องยนต์ F1 แบบไม่มีระบบอัดอากาศ เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความจุกระบอกสูบจาก 6.2 เป็น 6.5 ลิตร เพื่อให้ได้พละกำลังที่มากขึ้น แต่ยังช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้ดีเยี่ยมแม้ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ
นอกจากนี้ ระบบหัวฉีดแรงดันสูงยังช่วยให้ละอองน้ำมันเชื้อเพลิงมีขนาดเล็กลง ลดการปล่อยมลพิษในระหว่างที่ระบบกรองไอเสียยังไม่ถึงอุณหภูมิทำงาน และการติดตั้ง Gasoline Particulate Filter (GPF) รวมถึงระบบ Stop&Start On the Move ที่ช่วยดับเครื่องยนต์ขณะจอดและสตาร์ทอัตโนมัติเมื่อรถเคลื่อนที่ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ 812 GTS สามารถผ่านมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวดในปัจจุบันได้
การปรับปรุงการทำงานของโหมดต่างๆ ในระบบ Manettino ซึ่งเป็นสวิตช์ควบคุมการขับขี่บนพวงมาลัย ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมแรงบิดมหาศาลได้อย่างง่ายดายและมั่นใจ พลังที่ส่งออกมานั้นราบรื่นในทุกรอบเครื่องยนต์ กราฟแรงบิดแสดงให้เห็นว่า 80% ของแรงบิดสูงสุด สามารถเรียกใช้ได้ตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำเพียง 3,500 รอบต่อนาที ทำให้รถมีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมแม้ในการขับขี่ที่ความเร็วต่ำ ในขณะที่กราฟแรงม้าจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึง 8,500 รอบต่อนาที และคงที่ไปจนถึง 8,900 รอบต่อนาที มอบอัตราเร่งที่ไร้ขีดจำกัด
ระบบเกียร์คลัตช์คู่ 7 สปีด ได้รับการปรับแต่งให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น เมื่อเข้าสู่โหมด Sport ระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ทั้งขึ้นและลงจะถูกปรับให้สั้นลงอย่างมาก เพื่อการส่งกำลังที่ฉับไว มอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจยิ่งขึ้นแก่ผู้ขับขี่ นอกจากนี้ อัตราทดเกียร์ยังถูกปรับให้ชิดขึ้น ทำให้การตอบสนองคันเร่งมีความว่องไวอย่างชัดเจน
เสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์: เพลงประกอบแห่งความเร้าใจ
หนึ่งในเอกลักษณ์ที่ทำให้ Ferrari V12 โดดเด่นคือเสียงคำรามอันทรงพลังของเครื่องยนต์ ระบบไอเสียของ 812 GTS ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มและปรับสมดุลของเสียงเครื่องยนต์และเสียงที่ดังออกมาจากปลายท่อ แม้ในขณะปิดหลังคา ผู้ขับขี่ก็ยังสามารถดื่มด่ำกับเสียงเครื่องยนต์ V12 อันดุดันได้เต็มที่ มีการปรับแต่งท่อไอเสียช่วงกลางเพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงที่ไพเราะยิ่งขึ้น โดยท่อร่วมไอเสียแบบ 6-1 ที่มีความยาวเท่ากันทุกท่อ ก่อนต่อเข้าสู่ระบบกรองไอเสีย ช่วยให้เสียงที่ได้มีความโดดเด่นและทรงพลังอย่างยิ่ง เมื่อขับขี่โดยเปิดหลังคา เสียงคำรามนี้จะยิ่งชัดเจนและดุดันมากยิ่งขึ้นไปอีก
การออกแบบที่เหนือชั้น: สุนทรียภาพแห่งวิศวกรรม
Ferrari 812 GTS ถูกออกแบบโดย Ferrari Styling Centre โดยใช้พื้นฐานจาก 812 Superfast แต่ได้รับการปรับปรุงในส่วนท้ายเพื่อให้รองรับกลไกการพับเก็บหลังคาได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยยังคงไว้ซึ่งสัดส่วนที่งดงามของรถสปอร์ตเครื่องยนต์ V12 วางหน้า โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่และความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ตัวถังด้านข้างสะท้อนถึงดีไซน์แบบ Fastback ที่มีส่วนท้ายลาดเอียง และส่วนท้ายที่ยกสูง ชวนให้นึกถึงความสง่างามของ 365 GTB4 (Daytona) ในปี 1968
การออกแบบส่วนท้ายของรถได้รับการปรับปรุงให้ดูสั้นลง เพื่อเพิ่มความคมชัดของเส้นสาย พร้อมด้วยซุ้มล้อขนาดใหญ่ที่สื่อถึงความกำยำและทรงพลัง ส่วนท้ายของรถ รวมถึงหลังคาและห้องเก็บสัมภาระ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดเป็นยานยนต์ที่หลอมรวมความงดงามและดุลยภาพเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน เสาหลังคาที่ติดตั้งกลไกพับหลังคา ได้รับการออกแบบให้สื่อถึงการพุ่งไปด้านหน้า เสริมด้วยกระจกข้างที่แตกต่างจากรุ่นหลังคาแข็งอย่างชัดเจน เมื่อเปิดหลังคา ชิ้นส่วนของหลังคาจะถูกพับเก็บไว้ใต้ฝาครอบที่ออกแบบมาอย่างลงตัว
เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนท้ายของตัวถัง 812 GTS จึงไม่มีช่องระบายอากาศบริเวณด้านบนซุ้มล้อหลัง (ใกล้ไฟท้าย) อันเป็นเอกลักษณ์ของ 812 Superfast แต่ถูกทดแทนด้วยดิฟฟิวเซอร์ใต้กันชนหลังที่มีแผ่นบังคับลมเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์
นอกจากนี้ 812 GTS ยังมาพร้อมกับล้อฟอร์จน้ำหนักเบาที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Diamond-Finish, Liquid Silver และ Grigio Scuro
อากาศพลศาสตร์ที่ซับซ้อน: ประสิทธิภาพที่ไร้ที่ติ
การพัฒนารถเปิดประทุนอย่าง 812 GTS สร้างความท้าทายให้กับทีมวิศวกรของ Ferrari ในการรักษาสมรรถนะให้ทัดเทียมกับรุ่นคูเป้ในขณะขับขี่โดยปิดหลังคา และยังคงมอบความสุนทรีย์ให้กับผู้โดยสารเมื่อเปิดหลังคา
ในด้านอากาศพลศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการปรับปรุงส่วนท้ายของรถและการออกแบบฝาครอบใหม่ รวมถึงการเพิ่มปีก 3 ชิ้นบนดิฟฟิวเซอร์กลางกันชนหลัง ปีกเหล่านี้ช่วยสร้างแรงดูด (Downforce) จากใต้ท้องรถ เพื่อชดเชยแรง Downforce ที่สูญเสียไปจากการไม่มีช่องระบายอากาศบริเวณซุ้มล้อหลัง
นอกจากนี้ แรงต้านอากาศยังถูกลดทอนลงด้วยการใช้ช่องระบายอากาศที่ส่วนท้ายของด้านข้างตัวถัง เพื่อระบายแรงดันที่เกิดขึ้นจากล้อหลังออกไป ความพิถีพิถันในการออกแบบทำให้มั่นใจได้ถึงมาตรฐานความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร แม้ขณะขับขี่โดยเปิดหลังคา โดยมีการใส่ใจอย่างยิ่งทั้งในเรื่องของการลดลมหมุนวนภายในห้องโดยสารและเสียงของอากาศ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้โดยสารสามารถสนทนาระหว่างกันได้โดยไม่ถูกรบกวน แม้ขับขี่ด้วยความเร็วสูง
เช่นเดียวกับใน LaFerrari Aperta แผ่นขนาดเล็กทรงตัว L ที่ติดตั้งอยู่มุมด้านบนของกระจกหน้าทั้งสองฝั่ง จะสร้างลมหมุน (Vortex) อย่างต่อเนื่องไปยังบริเวณเหนือกระจกหลัง ช่วยลดแรงดันอากาศด้านหลังเบาะนั่งได้เป็นอย่างดี นักอากาศพลศาสตร์ยังได้สร้างสรรค์ทางผ่านของอากาศบริเวณส่วนหน้าของเสาหลังคาทั้งสองฝั่ง พร้อมเสริมด้วยครีบปรับทิศทางอากาศ เพื่อแบ่งแยกการไหลของอากาศและส่งไปยังฝากระโปรงท้าย ช่วยระบายแรงดันออกจากห้องโดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พลศาสตร์ยานยนต์ที่เหนือชั้น: ควบคุมทุกสัมผัสแห่งความเร็ว
เป้าหมายหลักในการพัฒนารถ 812 GTS คือการคงไว้ซึ่งความรู้สึกถึงความเร็วอันน่าทึ่ง และสัมผัสถึงพลังที่ปลดปล่อยออกมาได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับ 812 Superfast ทั้งในเรื่องอัตราเร่ง การตอบสนองที่ฉับไว และความคล่องตัวในการขับขี่ 812 GTS ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์และระบบควบคุมเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด รวมถึงระบบบังคับเลี้ยวแบบสปอร์ตควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS – Electric Power Steering) ที่ทำงานร่วมกับระบบควบคุมไดนามิกส์ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึงระบบ SCC เวอร์ชั่น 5.0 ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของ Ferrari
ระบบ Virtual Short Wheelbase 2.0 (PCV) ที่พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์อันยาวนานในรถ F12tdf ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและเสถียรภาพในการเข้าโค้งได้อย่างยอดเยี่ยม
นอกจากนี้ ยังมีระบบช่วยเหลือประสิทธิภาพสูงอีกมากมายสำหรับผู้ขับขี่ เช่น:
Ferrari Peak Performance (FPP): ในขณะเข้าโค้ง แรงหน่วงจากพวงมาลัยจะช่วยให้ผู้ขับขี่ทราบถึงขีดจำกัดของการยึดเกาะถนน และเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานของระบบควบคุมเสถียรภาพต่างๆ
Ferrari Power Oversteer (FPO): ในกรณีที่เกิดอาการท้ายปัด (Oversteer) เมื่อเร่งออกจากโค้ง พวงมาลัยจะหน่วงกลับไปยังทิศทางที่ถูกต้อง สอดคล้องกับทิศทางของรถ
การปรับแต่งการหน่วงนำของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช็อคอับ: ช่วยให้รถมีประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนเช่นเดียวกับรุ่นหลังคาแข็ง แม้ตัวถังจะได้รับการเสริมความแข็งแกร่งจนมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก 75 กิโลกรัมก็ตาม
ด้วยการผสานเทคโนโลยีเหล่านี้ ทำให้สมรรถนะโดยรวมของ 812 GTS ใกล้เคียงกับรุ่นหลังคาแข็งอย่างน่าทึ่ง โดยมีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ต่ำกว่า 3 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 8.3 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดสามารถทำได้ถึง 340 กม./ชม.
บริการดูแลรักษา 7 ปี: ความมั่นใจที่เหนือระดับ
Ferrari ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์สุดยอดซูเปอร์คาร์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า Ferrari 812 GTS มาพร้อมกับโปรแกรมการบำรุงรักษาที่ยาวนานถึง 7 ปี ซึ่งครอบคลุมการบำรุงรักษาตามปกติทั้งหมดในช่วง 7 ปีแรก บริการนี้ช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่ารถจะมีประสิทธิภาพสูงสุดและมีความปลอดภัยอยู่เสมอ
โปรแกรมการบำรุงรักษาตามกำหนดเวลานี้ครอบคลุมการบำรุงรักษาตามระยะทาง 20,000 กม. หรือปีละครั้ง โดยใช้เฉพาะอะไหล่แท้และดำเนินการโดยช่างผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกอบรมโดยตรงจาก Ferrari ณ ศูนย์ฝึกอบรมในเมืองมาราเนลโล ประเทศอิตาลี พร้อมด้วยเครื่องมือวินิจฉัยที่ทันสมัยที่สุด บริการนี้มีให้สำหรับตัวแทนจำหน่าย Ferrari อย่างเป็นทางการทั่วโลก
นอกจากนี้ โปรแกรม Genuine Maintenance ยังเป็นการขยายขอบเขตการบริการหลังการขาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการรักษาประสิทธิภาพและความเป็นเลิศอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ Ferrari ทุกคันที่สร้างขึ้นจากโรงงานในมาราเนลโล
FERRARI 812 GTS: ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค
เครื่องยนต์: V12 – 65°
ปริมาตรความจุ: 6496 cc
กระบอกสูบxช่วงชัก: 94×78 mm
แรงม้าสูงสุด: 588 kW (800 cv) at 8500 rpm
แรงบิดสูงสุด: 718 Nm at 7000 rpm
อัตราส่วนแรงม้าต่อลิตร: 123 cv/l
รอบเครื่องยนต์สูงสุด: 8900 rpm
อัตราส่วนกำลังอัด: 13.6:1
ความยาว: 4693 mm
ความกว้าง: 1971 mm
ความสูง: 1276 mm
ความยาวฐานล้อ: 2720 mm
ความกว้างฐานล้อหน้า: 1672 mm
ความกว้างฐานล้อหลัง: 1645 mm
น้ำหนักรถเปล่า: 1600 kg
อัตราส่วนการกระจายน้ำหนัก: 47% ant – 53% post
ความจุห้องเก็บสัมภาระ: 210 l
ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง: 92 l
ขนาดยางและล้อ: หน้า 275/35 ZR 20” 10” J, หลัง 315/35 ZR 20” 11.5” J
ระบบเบรก: หน้า 398x223x38 mm, หลัง 360x233x32 mm
ระบบส่งกำลัง: 7-speed dual-clutch gearbox
ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์: EPS, PCV 2.0, E-Diff3, F1-Trac, ABS/EBD prestazionale con Ferrari Pre-Fill, FrS SCM-E,SSC 5.0
สมรรถนะ: 0-100 km/h <3.0 sec, 0-200 km/h 8.3 sec, Max. speed over 340 km/h
Ferrari 812 GTS ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ แต่เป็นผลงานศิลปะแห่งวิศวกรรมที่ผสมผสานประวัติศาสตร์อันยาวนาน สมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด และการออกแบบที่เหนือระดับเข้าไว้ด้วยกัน หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในความพิเศษของซูเปอร์คาร์เปิดประทุน V12 ที่สุดแห่งยุค การสัมผัสประสบการณ์ Ferrari 812 GTS คือก้าวต่อไปที่ควรค่าแก่การพิจารณา
คุณกำลังมองหารถ Ferrari 812 GTS มือสอง หรือต้องการเปรียบเทียบราคาและโปรโมชั่นรถ Ferrari ใหม่หรือไม่? เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือเข้าร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ที่หลงใหลในรถยนต์เช่นคุณได้ที่เว็บบอร์ด Autospinn