![[ครบชุด] T2205029 คนเนรค ราคาท องจ าย](https://reviewfilmthailan.nataviguides.com/wp-content/uploads/2026/05/fb_natural_20260522_193509.jpg)
Lamborghini ก้าวสู่ยุคใหม่: ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้า 100% พร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน 2028
ในโลกแห่งซูเปอร์คาร์ที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว ประสิทธิภาพ และดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ Lamborghini แบรนด์กระทิงดุจากอิตาลี กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของตนเอง ด้วยการประกาศแผนงานที่ชัดเจนในการก้าวเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบภายในปี 2028 นี่ไม่ใช่เพียงแค่การปรับตัวตามกระแส แต่เป็นการวิวัฒนาการเพื่อรักษาความเป็นผู้นำและมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นในโลกอนาคต
สำหรับผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์ที่มีประสบการณ์กว่าทศวรรษ การเปลี่ยนแปลงของ Lamborghini เป็นสิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง “Direzione Cor Tauri” หรือ “หัวใจกระทิง” คือชื่อโปรเจกต์ที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคไฟฟ้า โดยเริ่มต้นจากการผสานเทคโนโลยี Plug-in Hybrid (PHEV) เข้ากับรุ่นยอดนิยมอย่าง Urus และ Huracán ก่อนที่จะก้าวไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในทุกไลน์อัพ
จุดเริ่มต้นของวิสัยทัศน์: Lamborghini Lanzador และการมาถึงของ PHEV
การเปิดตัว Lamborghini Lanzador รถยนต์ต้นแบบไฟฟ้า 100% ในปี 2023 ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ต่อโลกยานยนต์ไฟฟ้า Lanzador ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ต้นแบบ แต่เป็นเครื่องยืนยันว่า Lamborghini พร้อมที่จะนำเสนอเทคโนโลยีและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบใหม่
แต่ก่อนที่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบจะปรากฏตัว Lamborghini เลือกที่จะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงด้วยการนำเสนอรถยนต์ Plug-in Hybrid (PHEV) สองรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูง:
Lamborghini Urus: SUV ที่เป็นมากกว่ารถครอบครัว แต่คือสัญลักษณ์ของความหรูหรา ประสิทธิภาพ และความสามารถรอบด้าน Urus เวอร์ชั่นไฮบริดจะเข้ามาเสริมสมรรถนะและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยยังคงไว้ซึ่ง DNA ของความเป็น Super SUV ที่ไม่มีใครเทียบได้
Lamborghini Huracán: ซูเปอร์คาร์ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันและดีไซน์อันดุดัน Huracán ในรูปแบบไฮบริดจะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
Stephan Winkelmann ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Lamborghini ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้ว่า “Urus Hybrid จะเป็นเรือธงที่น่าจับตามองอย่างแน่นอน” แม้ว่าการเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในทุกรุ่นอาจจะยังเร็วเกินไปสำหรับบางโมเดล แต่แผนงานในช่วงแรกคือการทยอยนำเสนอรถยนต์ไฮบริดในทุกไลน์อัพ โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในช่วงปลายปี 2024
Lamborghini Revuelto: นวัตกรรมไฮบริด V12 ขุมพลัง 1,001 แรงม้า
Lamborghini Revuelto คือก้าวแรกที่จับต้องได้ของแบรนด์ในโลกของรถยนต์ไฮบริด ซูเปอร์คาร์รุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าสามตัว (สองตัวที่ด้านหน้า และหนึ่งตัวที่ด้านหลัง) สร้างพละกำลังรวมสูงสุดถึง 1,001 แรงม้า Revuelto แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Lamborghini ในการผสานเครื่องยนต์สันดาปภายในอันทรงพลังเข้ากับเทคโนโลยีไฟฟ้าได้อย่างลงตัว แม้ว่าระยะทางวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนจะอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลเมตรก็ตาม
การมาถึงของ Revuelto เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า Lamborghini กำลังก้าวข้ามยุคของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปล้วนอย่างแท้จริง แม้ว่าจะมีการเปิดตัว Lamborghini Huracán Sterrato รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปล้วนที่เน้นการขับขี่แบบ Off-road ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่หลังจากนี้ไป ส่วนผสมของระบบไฟฟ้าจะกลายเป็นส่วนสำคัญในทุกรุ่นของ Lamborghini
Winkelmann ยืนยันว่า “รถทุกคันจาก Lamborghini จะต้องมอบอารมณ์และประสบการณ์การขับขี่เดียวกันกับที่เครื่องยนต์สันดาปเคยให้ได้” นี่คือคำมั่นสัญญาที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ แม้จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ก็ตาม
Lamborghini Huracán เจเนอเรชั่นต่อไป: V8 เทอร์โบคู่ผสานมอเตอร์ไฟฟ้า
Huracán เจเนอเรชั่นต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปลายปี 2024 นี้ จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน โดยจะมาพร้อมเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.0 ลิตร (ใช้พื้นฐานเดียวกับ Urus) ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เสริมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Axial-flux ที่สามารถรักษาประสิทธิภาพการทำงานไปจนถึงรอบเครื่องยนต์สูงสุดที่ 10,000 รอบต่อนาที Redline ที่สูงนี้ ผสานกับการทำงานของเทอร์โบที่เข้ามาในช่วง 7,000 รอบต่อนาที จะมอบสมรรถนะที่น่าทึ่ง
Lamborghini Urus Hybrid: การร่วมมือภายใต้ Volkswagen Group
สำหรับ Lamborghini Urus Hybrid มีข่าวลือและการคาดการณ์ที่น่าสนใจจากสื่อยานยนต์ชั้นนำอย่าง Carwow ว่า รถรุ่นนี้อาจจะมีการใช้ชิ้นส่วนร่วมกับ Porsche Cayenne Turbo E-Hybrid ซึ่งคาดว่าจะมีพละกำลังสูงถึง 800 แรงม้า และสามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 80 กิโลเมตร การร่วมมือภายใต้ Volkswagen Group ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Lamborghini ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเข้าถึงเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มที่ทันสมัย
Urus และ Huracán รุ่นใหม่จะใช้แพลตฟอร์ม MLB-EVO ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ CEO Lamborghini ยืนยันว่า “เราจะใช้เทคโนโลยีบางอย่างจากเครือของเรา” ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่
เป้าหมายลดคาร์บอน: สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน
นอกจากการพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงแล้ว Lamborghini ยังให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าลดอัตราการปล่อยคาร์บอนลง 40% ภายในปี 2023 เมื่อเทียบกับปี 2021 ซึ่งรวมถึงการปล่อยคาร์บอนจากการผลิต การขนส่ง และคลังสินค้า
เมื่อก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ Lamborghini ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนลง 80% ภายในปี 2030 ผ่านการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในปี 2028 ตามมาด้วย “Super SUV” ไฟฟ้าในปี 2029
Lamborghini Lanzador: ภาพอนาคตของ Super GT 4 ที่นั่ง
Lamborghini Lanzador ที่จัดแสดงในงาน Monterey Car Week ปี 2023 ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ต้นแบบ แต่คือการฉายภาพอนาคตของ Lamborghini ในฐานะแบรนด์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย Lanzador ถูกนิยามว่าเป็น “Ultra GT 4 ที่นั่ง” ซึ่งผสานความหรูหรา สมรรถนะ และการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว
พละกำลัง: มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ สร้างกำลังสูงสุดถึง 1,340 แรงม้า
ขับเคลื่อน: ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD)
ระยะทางวิ่ง: ประมาณ 483 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
อัตราเร่ง: 0-100 กม./ชม. ต่ำกว่า 3 วินาที
ความเร็วสูงสุด: มากกว่า 306 กม./ชม.
Lanzador มีการออกแบบที่เน้นความอเนกประสงค์ โดยสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในสำหรับผู้โดยสาร 4 คน หรือปรับเป็นพื้นที่เก็บสัมภาระได้ตามต้องการ การมีอยู่ของ Lanzador แสดงให้เห็นว่า Lamborghini ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ซูเปอร์คาร์แบบดั้งเดิม แต่พร้อมที่จะขยายขอบเขตไปยังเซกเมนต์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย
Rouven Mohr หัวหน้าฝ่ายเทคนิคของ Lamborghini กล่าวว่า “มอเตอร์ไฟฟ้าจะเปิดทางให้กับไลน์สินค้าของ Lamborghini ทั้งด้านสมรรถนะและประสบการณ์การขับขี่” ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยีไฟฟ้าในการขับเคลื่อนอนาคตของแบรนด์
Winkelmann ยังมองว่าเสน่ห์ของ Lamborghini ไฟฟ้าจะอยู่ที่ความเป็น “Made in Italy” ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์มาอย่างยาวนาน และเชื่อว่ารถยนต์ไฟฟ้าของ Lamborghini จะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตจากสหรัฐอเมริกาได้อย่างแน่นอน
Lamborghini Temerario: ทายาท Huracán สานต่อตำนานด้วยเทคโนโลยี HPEV
การเปิดตัว Lamborghini Temerario ในช่วงกลางปี 2024 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญอีกครั้ง โดยเป็นรถยนต์รุ่นที่สองที่มาพร้อมเทคโนโลยี HPEV (High Performance Electrified Vehicle) หรือ Plug-in Hybrid ต่อจากรุ่นพี่ใหญ่อย่าง Lamborghini Revuelto ชื่อ “Temerario” มาจากชื่อของวัวกระทิงนักสู้ในสเปน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของ Lamborghini มาอย่างยาวนาน
ดีไซน์ล้ำสมัย: เส้นสาย Hexagonal และแรงบันดาลใจจากรถแข่ง
Mitja Borkert หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Lamborghini ได้รังสรรค์ Temerario ขึ้นใหม่หมด โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งระดับไฮเปอร์คาร์อย่าง Lamborghini Essenza SCV12 ดีไซน์ของ Temerario เน้นเส้นสายแบบ Hexagonal ซึ่งสื่อถึงความสมมาตร มิติ และความสมบูรณ์แบบ เป็น Design Language ใหม่ที่คาดว่าจะปรากฏใน Lamborghini รุ่นอื่นๆ ในอนาคต
จุดเด่นของการออกแบบ Temerario คือ:
ท่อไอเสีย Hexagon Exhaust: อยู่ในตำแหน่งสูง เพิ่มอารมณ์ความสปอร์ตเหมือนรถมอเตอร์ไซค์
ล้อ: ขนาด 20 นิ้ว ด้านหน้า และ 21 นิ้ว ด้านหลัง
ช่องรับอากาศ: รูปทรงเฉียบคม ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง
ไฟหน้าและไฟท้าย: แบบ LED พร้อม Signature ไฟ Daytime Running Light แบบหกเหลี่ยม
Temerario ใช้โครงสร้างแบบ Spaceframe Aluminium ที่ออกแบบใหม่ ให้พื้นที่เหนือศีรษะมากขึ้น และห้องโดยสารที่กว้างขวางขึ้น แม้จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจาก Huracán EVO ประมาณ 268 กก. แต่ Lamborghini ชี้แจงว่าน้ำหนักส่วนใหญ่มาจากระบบไฟฟ้าถึง 73 กก.
ภายในห้องโดยสาร: ‘Feel Like a Pilot’ สู่ยุคดิจิทัล
ภายใน Temerario ยังคงสานต่อแนวคิด “Feel Like a Pilot” จาก Revuelto โดยมาพร้อมระบบ Human Machine Interface (HMI) ที่ทันสมัย:
แผงหน้าปัดดิจิทัล: ขนาด 12.3 นิ้ว ปรับแต่งได้
หน้าจอสัมผัสแนวตั้ง: ขนาด 8.4 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto
Passenger Display: ขนาด 9.1 นิ้ว (เป็นออปชันเสริม)
ปุ่มสตาร์ทดีไซน์สไตล์ Fighter Jet สีแดงโดดเด่น พวงมาลัยออกแบบแนวรถแข่ง Squadra Corse พร้อมปุ่มปรับโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย รวมถึงปุ่ม EV
โหมดการขับขี่และระบบ LDVI 2.0
Temerario นำเสนอโหมดการขับขี่ 4 โหมด: Citta, Strada, Sport, Corsa และ Corsa Plus (ซึ่งจะปิดการทำงานของ ESP) นอกจากนี้ ยังมีโหมด Drift ที่ปรับได้ 3 ระดับ ทำงานร่วมกับระบบ LDVI 2.0 (Lamborghini Integrated Vehicle Dynamics) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะ ควบคุมแรงฉุด ให้เหมาะกับระดับความเชี่ยวชาญของผู้ขับขี่
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการบันทึกประสบการณ์การขับขี่ Temerario มาพร้อม Lamborghini Vision Unit ที่มีกล้อง 3 ตัว เพื่อบันทึกภาพถนน ผู้โดยสาร และมุมมองจากด้านหลัง นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกข้อมูลการขับขี่ในสนามแข่ง และเชื่อมต่อรถผ่านแอปพลิเคชัน Lamborghini Unica เพื่อตรวจสอบสภาพรถ การเข้ารับบริการ และแม้กระทั่งอัตราการเต้นของหัวใจผู้ขับขี่ หากสวมใส่ Apple Watch
ขุมพลัง V8 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ไฮบริด: กำลังสูงสุด 920 แรงม้า
หัวใจสำคัญของ Temerario คือเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ รหัส L411 ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ให้กำลัง 789 แรงม้า (800 PS) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ที่สร้างกำลังรวมสูงสุดถึง 920 แรงม้า (PS) ที่ 9,000-9,750 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง: 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.7 วินาที
ความเร็วสูงสุด: 343 กม./ชม.
ระยะเบรก: 100-0 กม./ชม. ใน 32 เมตร
ระบบเบรก: CCB Plus (Carbon Ceramic Brakes Plus) พร้อมคาลิปเปอร์ 10 พอท
เครื่องยนต์ V8 ใหม่นี้ใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ Flat-Plane ซึ่งเป็นสไตล์ซูเปอร์คาร์ยุคใหม่ ทำให้สามารถลากรอบได้สูงถึง 10,000 รอบต่อนาที โดยไร้อาการเทอร์โบแล็ก มอบพละกำลังที่สูงกว่าเครื่องยนต์ V10 ของ Huracán เดิมเกือบ 45%
ระบบไฮบริดที่ซับซ้อนเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวติดตั้งอยู่ที่ด้านหน้า เพื่อให้ Temerario เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และควบคุมแรงบิดได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ในโหมด Citta (ขับในเมือง) สามารถทำหน้าที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้าได้ มอเตอร์ตัวที่ 3 ติดตั้งอยู่ระหว่างเครื่องยนต์ V8 และเกียร์ AMT Dual Clutch 8 จังหวะ ทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร เพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ให้ราบรื่น
โหมดไฟฟ้าล้วน (EV Mode): ประสิทธิภาพและความสะดวกสบาย
Temerario มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 3.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 7 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ประมาณ 11-16 กิโลเมตร ก่อนที่เครื่องยนต์จะเข้ามาช่วย การชาร์จจนเต็มใช้เวลาประมาณ 30 นาที
ในโหมด EV มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัวจะทำงานร่วมกัน โดยมอเตอร์ 1 ตัวจะอยู่ที่ล้อหน้าแต่ละข้าง และอีกตัวอยู่ระหว่างเครื่องยนต์กับระบบส่งกำลัง มอเตอร์ด้านหลังจะเชื่อมต่อโดยตรงกับเพลาข้อเหวี่ยง ทำให้หมุนตลอดเวลาที่ความเร็วรอบเครื่องยนต์
การปรับแต่งตามสไตล์: Ad Personum Program และ Alleggerita Package
Lamborghini เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถปรับแต่ง Temerario ได้อย่างเต็มที่ผ่าน Ad Personum Program ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การเลือกสี ล้อ คาลิปเปอร์เบรค วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ไปจนถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS
สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เบาและเร้าใจยิ่งขึ้น Lamborghini นำเสนอ Alleggerita Package ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนน้ำหนักเบา เช่น แผงด้านหลังคอมโพสิท CFRP, แผงประตูคาร์บอน, กระจกโพลีคาร์บอเนท, แผ่นรองพื้นใต้ท้องรถ, ดิฟฟิวเซอร์คาร์บอน, ล้อคาร์บอน และท่อไอเสียไททาเนียม ชุดแต่งนี้ช่วยลดน้ำหนักได้กว่า 25 กก. และเพิ่มแรงกดด้านหลังให้ดีขึ้น 103% เมื่อเทียบกับ Huracán EVO
ราคาและการจอง: คิวยาวถึงปี 2026
Lamborghini ยังไม่ได้เปิดเผยราคาอย่างเป็นทางการของ Temerario แต่คาดการณ์ว่าจะมีราคาสูงกว่า Huracán EVO โดยอยู่ที่ประมาณ 250,000-300,000 ยูโร (ประมาณ 9.5 ล้านบาท ไม่รวมภาษีนำเข้า) ซึ่งสอดคล้องกับ Supercar Hybrid รุ่นอื่นๆ ในตลาด เช่น Ferrari 296 GTB และ McLaren Artura
ลูกค้าที่สนใจสามารถเริ่มจอง Temerario ได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024 และคาดว่าจะได้รับการส่งมอบภายในปี 2026 การเปิดตัวในประเทศไทยโดย Renazzo Motor ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2024
การก้าวสู่ยุคใหม่ของ Lamborghini ด้วยเทคโนโลยี Plug-in Hybrid และแผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า 100% สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการผสมผสานสมรรถนะอันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับอย่างต่อเนื่อง
สัมผัสอนาคตของซูเปอร์คาร์ที่ Lamborghini
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ไม่ใช่แค่การปรับตัวตามเทรนด์ แต่คือการวิวัฒนาการเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการซูเปอร์คาร์ หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะ ดีไซน์ และนวัตกรรม การติดตามความเคลื่อนไหวของ Lamborghini ในช่วงต่อจากนี้ คือการได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยานยนต์ที่กำลังถูกสร้างขึ้น
ติดต่อตัวแทนจำหน่าย Lamborghini อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจองและการเป็นเจ้าของ Lamborghini รุ่นใหม่ล่าสุด และเตรียมพร้อมสำหรับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับในยุคใหม่ของกระทิงดุ