![[ครบชุด] T1605048 ญาต ถามว าไป สร างอะไรให อได าง... เช าอ กว รถส บล นเข าหม าน](https://reviewfilmthailan.nataviguides.com/wp-content/uploads/2026/05/fb_natural_20260516_204043.jpg)
เมอร์เซเดส-มายบัค: สัมผัสประสบการณ์แห่งสุดยอดลักชัวรีเหนือระดับ สู่ยุคใหม่แห่งยนตรกรรมไฟฟ้าและไฮบริด
ในโลกยานยนต์ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์หรู ด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมที่ยกระดับนิยามของความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพ และความหรูหราไปอีกขั้น สู่ปี 2025 การมาถึงของ Mercedes-Maybach EQS 680 SUV, Mercedes-Maybach S 580 e และ Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมทัพยนตรกรรมสุดหรูเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศศักดาถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของแบรนด์ ที่ผสมผสานนวัตกรรมไฟฟ้าเข้ากับความประณีตอันเป็นเอกลักษณ์ของ Maybach ได้อย่างลงตัว
ผมในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ขอพาคุณเจาะลึกถึงรายละเอียดที่ทำให้รถยนต์เหล่านี้เป็นมากกว่าแค่ยานพาหนะ แต่คือผลงานศิลปะบนล้อที่สะท้อนรสนิยมและสถานะของผู้ครอบครองอย่างแท้จริง
Mercedes-Maybach EQS 680 SUV: ยุคใหม่แห่ง SUV ไฟฟ้าสุดหรู
ก้าวแรกสู่โลกแห่งอนาคตของ Mercedes-Maybach คือการเปิดตัว Mercedes-Maybach EQS 680 SUV ยนตรกรรม SUV ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (BEV) รุ่นแรกภายใต้แบรนด์ Maybach ที่ผสานความยิ่งใหญ่ของ SUV เข้ากับความสง่างามและความหรูหราขั้นสูงสุด สมกับราคาเริ่มต้นที่ 12,500,000 บาท
ภายใต้รูปลักษณ์อันโดดเด่น ซ่อนเร้นขุมพลังไฟฟ้าอันทรงประสิทธิภาพ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ PSM (Permanently Excited Synchronous Motors) ที่ติดตั้งทั้งเพลาหน้าและหลัง มอบพละกำลังรวมสูงสุดถึง 658 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 950 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที สะท้อนถึงสมรรถนะที่เหนือชั้น การเดินทางอันต่อเนื่องและราบรื่น เป็นไปได้ด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุสูง 118.0 kWh ซึ่งมอบระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 615 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ fully-variable 4MATIC+ all-wheel drive ยิ่งเพิ่มความมั่นใจในทุกสภาพการขับขี่
Mercedes-Maybach EQS 680 SUV คือนิยามใหม่ของ รถยนต์หรูระดับไฮเอนด์ ที่มอบประสบการณ์สัมผัสครบทั้ง 5 มิติ การออกแบบภายนอกสะกดทุกสายตาด้วยเอกลักษณ์ของ Maybach ที่ผสมผสานความสง่างามแบบคลาสสิกเข้ากับเส้นสายที่ล้ำสมัยได้อย่างลงตัว
ระบบไฟหน้า DIGITAL LIGHT ที่ปรับความสว่างอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมและการจราจร ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัย ระบบประตูแบบ Soft Close พร้อมประตูไฟฟ้าทั้ง 4 บาน อำนวยความสะดวกสบายสูงสุด และเป็นครั้งแรกที่มาพร้อม KEYLESS-GO Convenience Package Plus ทำให้การเปิด-ปิดและควบคุมประตูเป็นไปอย่างราบรื่น แม้ในพื้นที่ที่จำกัดหรือทางลาดชัน ด้วยระบบ Rear axle steering 10° ล้อหลังสามารถเลี้ยวได้ถึง 10 องศา ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่และเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ
ก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสาร สัมผัสได้ถึงความพิเศษที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน MBUX Hyperscreen ขนาดมหึมา ยาวต่อเนื่องถึง 56 นิ้ว ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่แผงหน้าปัดจรดคอนโซลกลาง ดีไซน์แบบ Zero Layer concept พร้อมกระจก Gorilla® Glass คุณภาพสูง แบ่งการแสดงผลออกเป็น 3 ส่วน คือ Driver Display (12.3 นิ้ว LED matrix), Central Display (17.7 นิ้ว OLED) และ Co-driver Display (12.3 นิ้ว OLED) ที่เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารด้านหน้าสามารถเข้าถึงข้อมูล, ระบบนำทาง, หรือความบันเทิงได้อย่างอิสระ โดยไม่รบกวนสมาธิของผู้ขับขี่
เทคโนโลยี MBUX เจเนอเรชันที่ 2 ภายใต้ระบบ NTG7 รองรับคำสั่งเสียงได้ถึง 27 ภาษา ยกระดับการใช้งานให้ง่ายและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง Exclusive Nappa Leather มอบสัมผัสที่หรูหราและกระชับมือ เบาะนั่ง Active Multi-Contour พร้อมระบบนวด 10 โปรแกรม และระบบ Climate Seats ที่ปรับอุณหภูมิได้ทั้งร้อนและเย็น ช่วยให้การเดินทางยาวนานเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย
ระบบฟอกอากาศ ENERGIZING AIR CONTROL พร้อม HEPA FILTER และ AIR BALANCE PACKAGE ทำหน้าที่กรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และมอบกลิ่นหอมสดชื่นภายในห้องโดยสาร เพื่อประสบการณ์การหายใจที่บริสุทธิ์และสบายที่สุด
สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง สุนทรียภาพยิ่งทวีคูณ ด้วยหน้าจอ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จำนวน 2 จอ ขนาด 11.6 นิ้ว พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Mini HDMI สามารถเข้าถึงเว็บเบราว์เซอร์, YouTube และระบบเสียงภายในรถ หรือผ่านหูฟัง Bluetooth นอกจากนี้ MBUX rear tablet หน้าจอ HD ขนาด 7.4 นิ้ว สามารถสลับการใช้งานระหว่าง MBUX และ Android ควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในรถ เช่น ม่าน, ระบบปรับอากาศ, ระบบ Climate seats และระบบนวด ได้อย่างเต็มรูปแบบ
ความพิเศษสุดคือตู้เย็นบริเวณที่วางแขนด้านหลัง ความจุ 10 ลิตร สามารถปรับอุณหภูมิได้ระหว่าง +7°C ถึง +1°C ออกแบบมาเพื่อแช่แชมเปญได้ถึง 2 ขวด พร้อมที่วางแก้วแชมเปญสุดหรู
ระบบเสียง Burmester® 4D surround sound system พร้อมลำโพงกว่า 15 ตัว และกำลังขับ 790 วัตต์ ผสาน Dolby Atmos® มอบประสบการณ์เสียงระดับคอนเสิร์ตในทุกการเดินทาง พร้อมหูฟังไร้สาย Active Noise Cancellation ที่ตัดเสียงรบกวนภายนอกได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ด้านความปลอดภัย Mercedes-Maybach EQS 680 SUV มาพร้อม Assistance Package ครบครัน เช่น Active Distance Assist DISTRONIC, Active Lane Keeping Assist, Active Steering Assist, Active Blind Spot Assist และ Parking Package พร้อมกล้อง 360° มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง
ตัวเลือกรุ่นสีมีให้เลือกหลากหลาย ทั้ง Non-Metallic (ดำ, ขาว), Metallic (ดำ Obsidian Black, น้ำตาล Velvet Brown, น้ำเงิน Sodalite Blue, เงิน High-tech Silver, เขียว Emerald Green, เทา Selenite Grey) และ MANUFAKTUR Paints (ขาว Opalite White Bright, เทา Alpine Grey Solid) รวมถึงตัวเลือกรุ่นสีทูโทนพิเศษ เช่น Selenite Grey/Obsidian Black, Nautic Blue/High-tech Silver, Obsidian Black/High-tech Silver, MANUFAKTUR Kalahari Gold Metallic/Obsidian Black และ Onyx Black/Satin Brown
Mercedes-Maybach S 580 e: พลังไฮบริดที่สมบูรณ์แบบ สู่การผลิตในประเทศไทย
ความภาคภูมิใจครั้งใหม่ของ Mercedes-Maybach คือการเปิดตัว Mercedes-Maybach S 580 e ยนตรกรรมระดับไฮเอนด์ลักชัวรีที่สะท้อนความสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมด้วยการเป็น รถยนต์ Maybach ประกอบในประเทศไทย รุ่นแรก และเป็นประเทศแรกที่ได้สายการผลิตตัวถังสีทูโทนแบบ Local Production ราคาเริ่มต้น 11,300,000 บาท
Mercedes-Maybach S 580 e คือที่สุดแห่งยนตรกรรมที่ผสานขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดเข้ากับดีไซน์ที่เหนือระดับ เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และประสบการณ์การขับขี่ที่หาใครเทียบได้ โดยถือเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์
ขุมพลังของ S 580 e มาจากเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียง พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 367 แรงม้า ที่ 5,500-6,100 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-4,500 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 150 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร เมื่อทำงานร่วมกัน ให้พละกำลังรวมสูงสุดถึง 510 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.7 วินาที
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูง ขนาด 28.6 kWh ช่วยให้สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 60 kWh ในเวลา 30 นาที และ AC สูงสุด 11 kWh ในเวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที
ดีไซน์ภายนอกสง่างามด้วยกระจังหน้าโครเมียม Radiator grille และตราสัญลักษณ์ Maybach อันเป็นเอกลักษณ์ กระจกแบบ Laminated Glass ช่วยสะท้อนความร้อน ป้องกันรังสีอินฟราเรดและเสียงรบกวนจากภายนอก ระบบไฟหน้า DIGITAL LIGHT พร้อม Adaptive Highbeam Assist Plus, ALS, และ Cornering Light ผสานกับไฟท้าย LED ดีไซน์พิเศษแบบ fibre-optic
ช่วงล่างมาพร้อมล้อ MAYBACH forge wheels ขนาด 20 นิ้ว และระบบถุงลม AIRMATIC ที่ปรับตั้งค่าอัตโนมัติตามสภาพการขับขี่ ความเร็ว และการบรรทุกสัมภาระ ให้การเดินทางนุ่มนวลและสะดวกสบายสูงสุด
ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยแผงคอนโซลกลางแบบ black crystal-look finish หน้าจอ OLED 12.8 นิ้ว และหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบ Digital ที่ปรับรูปแบบได้ 3 รูปแบบ โครงหลังคาบุด้วย DINAMICA microfibre คุณภาพสูง พวงมาลัย Wood/Leather Multifunction และลายไม้ MANUFAKTUR black piano lacquer trim เพิ่มความหรูหรา
ระบบที่นั่งด้านหลังแบบ First-class พร้อมฟังก์ชันการนวด มอบประสบการณ์ผ่อนคลายสูงสุด ติดตั้ง Centre Airbag, ระบบควบคุมอุณหภูมิ THERMOTRONIC แบบ 4-Zone, AIR BALANCE package, ระบบฟอกอากาศ HEPA filter และระบบตรวจวัด PM 2.5 เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
ระบบ MBUX Interior Assistant อันชาญฉลาดสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ควบคุมระบบมัลติมีเดีย, ระบบนำทาง, Live Traffic Information และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® 3D surround sound system ยกระดับสุนทรียภาพแห่งการเดินทาง Ambient lighting 64 เฉดสี พร้อม 2 เฉดสีพิเศษ Twinkle-star และ Rosé gold สร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารได้อย่างลงตัว
โปรแกรมการขับขี่แบบ “Maybach” ออกแบบมาเพื่อมอบความผ่อนคลายสูงสุดแก่ผู้โดยสารตอนหลัง เน้นการเคลื่อนที่ที่นุ่มนวลของช่วงล่าง และการควบคุมคันเร่งที่ราบรื่น ควบคู่ไปกับโหมด “COMFORT” และโหมดอื่นๆ ที่หลากหลายจาก DYNAMIC SELECT
ระบบความปลอดภัยจัดเต็ม เช่น ระบบขอความช่วยเหลืออัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ, Driving Assistance package, Active Emergency Stop Assist, Active Steering Assist, ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-Start Assist ระบบช่วยจอด Active Parking Assist with PARKTRONIC พร้อมกล้อง 360° ช่วยให้การจอดรถเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย
Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium: ความสปอร์ตที่มาพร้อมความหรูหรา
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบสมรรถนะอันเร้าใจ แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium คือคำตอบ ราคา 7,580,000 บาท มาพร้อมตัวถัง 3 สี ได้แก่ Obsidian Black, High-Tech Silver และ MANUFAKTUR Opalite White Bright
S 580 e AMG Premium ผสานความทันสมัย สุนทรียภาพในการขับขี่ ความสะดวกสบาย และระบบความบันเทิงและความปลอดภัยระดับเฟิร์สคลาส ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง 2,999 ซีซี เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลัง 367 แรงม้า ที่ 5,500-6,100 รอบ/นาที แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-4,500 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 150 แรงม้า แรงบิด 480 นิวตันเมตร เมื่อรวมกันให้กำลังสูงสุด 510 แรงม้า และแรงบิดรวม 750 นิวตันเมตร
ดีไซน์ภายนอกถ่ายทอดปรัชญา “Sensual Purity” ของ Mercedes-Benz ด้วยเส้นสายที่เรียบหรูแต่ทรงพลัง การตกแต่งรอบคันแบบ AMG Bodystyling สะท้อนความหรูหราและความทันสมัย พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน เช่น MULTIBEAM LED, Adaptive Highbeam Assist Plus, ALS, Cornering Light
เทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับการเดินทาง เช่น KEYLESS-GO, Seamless door handles, HANDS-FREE ACCESS, หลังคาพาโนรามิคซันรูฟไฟฟ้า ล้ออัลลอย AMG multi-spoke ขนาด 20 นิ้ว และระบบช่วงล่าง AIRMATIC พร้อมระบบควบคุมระดับอัตโนมัติ มอบความนุ่มนวล ลดแรงกระแทก
ระบบควบคุมทิศทางตัวรถแบบเลี้ยว 4 ล้อ (Rear axle steering 4.5°) ช่วยเพิ่มความคล่องตัวขณะ U-turn และเข้าจอดที่ความเร็วต่ำ และช่วยรักษาเสถียรภาพการทรงตัวที่ความเร็วสูง
ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยชุดแต่ง AMG Interior Package เน้นความหรูหราและสปอร์ต เบาะนั่งหุ้มหนัง Exclusive Nappa ลาย Diamond Design พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสปอร์ต 3 ก้าน หุ้มหนัง Nappa พร้อมปุ่มควบคุม Touch Control คอนโซลหน้าและแผงประตูบุด้วยหนัง Nappa พร้อมลายไม้โดดเด่น
ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือไร้สาย (Wireless Charging) สำหรับที่นั่งด้านหลัง และ MBUX Interior Assistant จดจำท่าทางเพื่อเรียกใช้งานฟังก์ชันที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า
ระบบมัลติมีเดีย MBUX entertainment พร้อม music streaming, ระบบนำทาง, Live traffic information, Remote Engine Start, และบริการ Mercedes me connect ผู้โดยสารด้านหลังเพลิดเพลินกับจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง และระบบเสียง Burmester® 3D surround sound system พร้อมลำโพง 15 ตัว และ Sound personalization
ระบบความปลอดภัยจัดเต็ม อาทิ Driving Assistance Package, Active Distance Assist DISTRONIC, Active Lane Keeping Assist, Active Emergency Stop Assist, Active Blind Spot Assist, ATTENTION ASSIST, ESP®, และ Active Parking Assist พร้อมกล้อง 360°
บทสรุปแห่งความเหนือระดับ
การเปิดตัวของ Mercedes-Maybach EQS 680 SUV, Mercedes-Maybach S 580 e และ Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของตลาด รถยนต์ลักชัวรีประเทศไทย ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ การผสานเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ากับความประณีตและความหรูหราอย่างลงตัว ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการมอบประสบการณ์ยานยนต์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค
หากคุณคือผู้ที่แสวงหาความเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรม ที่สะท้อนรสนิยมอันเหนือระดับ และเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต ยนตรกรรมเหล่านี้คือคำตอบที่รอให้คุณมาสัมผัสและเป็นเจ้าของ
สัมผัสประสบการณ์แห่งยนตรกรรมสุดหรูจาก Mercedes-Benz และ Mercedes-Maybach ได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายการทดลองขับ